ด้วยบริการทางการเงินที่ให้คุณได้มีการใช้จ่ายที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ด้วย สมัครบัตร visa เป็นบัตรเครดิตอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก เพราะสามารถใช้บริการได้หลายอย่างกว่าบัตรผ่อนสินค้าธรรมดา ซึ่งในการ สมัครบัตร visa นั้น คุณสามารถนำไปรูดบัตรเพื่อชำระสินค้าหรือกดเงินสดและยังสะสมแต้มเพื่อใช้แทน เงินสด และได้ส่วนลดอื่น ๆอีกมากมาย พร้อมสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นให้กับผู้ สมัครบัตร visa หรือบัตรเครดิต visa ของแต่ละสถาบันการเงินหรือธนาคาร ตามเงื่อนไขของบัตรนั้นๆ

          ดังนั้นหากท่านได้ สมัครบัตร visa แล้วก็สามารถใช้บริการที่เหนือระดับไม่ซ้ำใครได้เลย เพิ่มความสบายในตัวคุณและครอบครัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ธนาคารผู้ออกบัตร visa ได้ออกสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต visaและบัตรวีซ่า เดบิต โดยร่วมมือกับร้านค้าชั้นนำต่างๆเพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภครู้จักและ หันมาใช้บัตร วีซ่า แทนการใช้จ่ายด้วยเงินสดมากขึ้น และมอบคุณประโยชน์ ความสะดวกสบายและความปลอดภัยของบัตรวีซ่าด้วย

          ทั้งนี้ผู้ที่ถือบัตรวีซ่า เดบิตหรือผู้ที่ต้องการ สมัครบัตร visa จะได้รับสิทธิพิเศษและของรางวัลมากมายเมื่อจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรวีซ่า เดบิต หรือผ่านบัตรวีซ่า เดบิตกับทางธนาคารก็จะได้รับสิทธิพิเศษและของสมนาคุณ ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีสิทธิพิเศษของบัตร visa ที่แตกต่างกับไป และมีกลยุทธ์ต่าง เพื่อกระตุ้นยอดใช่จ่ายผ่านบัตรให้มากยิ่งขึ้นนั้นเอง

วันที่ 10-03-2012 By creditonhand


          “KTC” เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงินที่กำลังเร่งสร้าง Brand Power ด้วยการรีเฟรชแบรนด์ ที่ยืนยันให้เห็นว่าสถาบันการเงินจะคุยแค่เรื่องดอกเบี้ย สินเชื่ออย่างเดียวนั้นไม่พอ แต่ต้องสร้างให้มีชีวิตชีวา ด้วยการสื่อสารให้เข้าถึงตัวตน และความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย เคทีซีเลือกใช้ทีวีซีที่สะท้อนความทันสมัย และเครื่องมือโซเชี่ยลมีเดียที่เป็นมากกว่าช่องทางสื่อสาร ด้วยเป้าหมายว่าเมื่อแบรนด์โดนใจ จากนั้นจึงมีแรงพอที่ไปให้ถึงเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้คือได้ตลาดไฮเอนด์
          โจทย์ของ KTC หรือบริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คือถ้าถามว่าลูกค้าระดับบีขึ้นไป รู้จักบัครเครดิต ”เคทีซี” ไหม คำตอบคือ ”รู้จัก” ถามว่ามีบัตรนี้ในกระเป๋าหรือเปล่า คำตอบคือ ”ไม่มี” เป้าหมายหลังจากรีเฟรชแบรนด์แล้ว เคทีซีจึงหวังว่าจะได้ Share of Wallet ของลูกค้าบ้าง
          ไม่รู้ว่าหวังสูงเกินไปหรือเปล่า เพราะ KTC เป็นแบรนด์ที่ถูกจดจำว่าอยู่ในตลาดกลุ่มเริ่มทำงาน เงินเดือน 15,000 บาท ส่วนกลุ่มเงินเดือนมากกว่า 40,000 บาท เป็นของซิตี้แบงก์ และไทยพาณิชย์ส่วนใหญ่ แต่งานนี้ต้องสู้โดย “นิวัตต์ จิตตาลาน” ซีอีโอของเคทีซีประกาศว่าปี 2554 ไม่ใช่แค่ลุยตลาดล่าง แต่จะเร่งขยายไปกลุ่มบนด้วย
          KTC เน้นจับกลุ่มเริ่มทำงานและตลาดล่างมาตลอด ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่จูงใจกลุ่มบี จนเกือบไม่มีส่วนแบ่งในตลาดบน แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาแบงก์แข่งกันทำตลาดบนอย่างหนัก เคทีซีจึงต้องโดดเข้ามาก่อนที่จะสายเกินไป เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ซื้อหนัก รูดกระหน่ำ

           “กาญจน์ ขจรบุญ” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Corporate Marketing ขยายความว่ากลุ่มบน ”ซื้อ” ด้วยอารมณ์และความพอใจ เป็นกลุ่มที่มีเงินเหลือและรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร นอกจากสิทธิประโยชน์ที่ต้องมีแล้ว ต้องสร้างความรู้สึกพิเศษและตรงกับความต้องการของลูกค้าจริงๆ
          เคทีซีพยายามเข้าถึงความต้องการลูกค้า ตั้งแต่กระบวนการสื่อสารไปจนถึงการทำตลาด ซึ่งเมื่อถอดรหัสโลโก้ Tagline ใหม่ และหนังโฆษณาของเคทีซีแล้ว ชัดเจนว่าเคทีซีพยายามโยงเทรนด์ใหม่ๆ ให้มากที่สุด ทั้งโลโก้ 3มิติ หนังโฆษณาที่เล่นกับตึกสวยๆ และก๊อบปี้ไรท์ที่เสมือนนั่งอยู่ในใจกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ อย่างประโยคที่ว่า ”เราไม่ต้องรู้จักกัน แต่เราทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันได้” นอกเหนือจากใช้อาวุธโซเชี่ยลมีเดียเพื่อเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารและซีอา ร์เอ็ม
          โลโก้ใหม่เป็น 3 มิติซึ่ง ”กาญจน์” บอกว่านอกจากแสดงให้เห็นความสวยงามแล้ว ยังเหมาะกับสื่อออนไลน์ที่เคทีซีจะใช้มากขึ้นเพื่อสื่อสารกับกลุ่มบน ส่วน Tagline We write the stories “We” สื่อถึง KTC ลูกค้า และพันธมิตรธุรกิจ ที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยกัน เน้นย้ำความเป็น Open Brand โดยมี “พลภัทร เวโรจนวัฒน์” และ ”จิรายุส โชควิทยา” ผู้จัดการอาวุโส Marketing Communication และทีมงานคนรุ่นใหม่ร่วมขับเคลื่อน
          “พลภัทร” เล่าว่าออนไลน์คือสื่อที่เคทีซีใช้มากขึ้นในการรีเฟรชแบรนด์ครั้งนี้ เพราะเข้าถึงกลุ่มบีที่มีไลฟ์สไตล์รับและส่งข้อมูลความข่าวสาร พร้อมบอกว่าต้องการอะไร จึงสามารถ Tailor made แคมเปญตรงความต้องการลูกค้าได้มากที่สุด
          เมื่อรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไรแล้ว ก็สามารถดีลกับพาร์ตเนอร์ได้ตรงใจมากที่สุด เช่น การซื้อสินค้าในราคาพิเศษ อย่างโมเดลของ Group Buying ก็สามารถนำมาใช้ได้ เมื่อรวมกับระบบฐานข้อมูลลูกค้าที่สามารถดูได้ลึกขึ้นว่าลูกค้าชอบอะไร เช่นการท่องเที่ยว ไม่เพียงแค่รู้ว่าชอบเที่ยวแต่รู้ว่าชอบไปที่ไหน ช่วงไหน จึงทำให้เสนอสิทธิประโยชน์ได้ตรงมากที่สุด หากถูกใจกลุ่มนี้คือ Story teller อย่างดีสำหรับเคทีซี และพันธมิตรก็จะเห็นผลตอบรับเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
          การใช้สื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น ยังทำให้ชาวเคทีซีโดยเฉพาะแผนกการตลาดต้องเข้าสู่โซเชี่ยลมีเดียมากกว่าเดิม จากเดิมถูกปิดกั้นด้วยข้อจำกัดความปลอดภัยข้อมูล เพราะเป็นบริษัททางการเงิน จากนี้ที่ออฟฟิศเคทีซี จึงมีสายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเฉพาะสำหรับแผนมาร์เก็ตติ้ง มีแม็คบุ๊กของแอปเปิลต้นแบบของ Open Brand ใช้งาน เพื่อเข้าสู่โลกออนไลน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่ว่าจะได้คุยกับลูกค้ากลุ่มใหม่ได้รู้เรื่อง

           นี่คือเรื่องราวที่เคทีซีเริ่มเขียน ส่วนลูกค้าและพันธมิตรจะเริ่มเขียนเรื่องให้ยาวขึ้นด้วยหรือไม่นั้น คงต้องรอนับยอดลูกค้ากันอีกครั้ง

วันที่ 24-3-2012 By creditonhand

          KTC รายงานกำไรสุทธิปี 2554 มีผลขาดทุนถึง 1.6 พันล้านบาท ลดลงมากถึง 823%YoY จากปี 2553 ที่มีกำไร 224 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการไตรมาส 4/54 มีผลขาดทุนสุทธิ 1.8 พันล้านบาท ลดลงถึง 1,333 %YoY จากที่มีกำไรในไตรมาส 4/53 144 ล้านบาท และลดลงถึง 4,450%QoQ จากไตรมาส 3/54 ที่มีกำไร 41 ล้านบาท
ความเห็นนักวิเคราะห์

           การตั้งสำรองน้ำท่วม การตั้งสำรองคะแนนสะสม และผลกระทบจากภาษีทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้ขาดทุน เนื่องจากภาวะน้ำท่วมทำให้ KTC มีการตั้งสำรองเพื่อรองรับผลกระทบดังกล่าว 633 ล้านบาท และไตรมาสนี้ KTC ได้มีการตั้งสำรองคะแนนสะสมเผื่อไว้ในกรณีที่ลูกค้ามาขอแลกสิทธิประโยชน์ ต่าง ๆ อีก 838 ล้านบาท นอกจากนี้แล้วจากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 23% ทำให้ KTC มีค่าใช้จ่ายจากผลกระทบทางภาษีเงินได้รอตัดบัญชีอีก 404 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้ของ KTC ขาดทุนมาก ผลจากน้ำท่วมทำให้สินเชื่อใน Q4/54 ลดลงจากไตรมาสก่อน โดยลดลง 0.7%QoQ และทำให้ทั้งปีสินเชื่อของ KTC ลดลง 1.5%
          ประกาศงดจ่ายปันผล เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุนเป็นจำนวนมาก KTC จึงประกาศงดจ่ายปันผลในปีนี้

           อยู่ระหว่างทบทวนราคาเหมาะสม และคำแนะนำ เราอยู่ระหว่างทบทวนราคาเหมาะสม และคำแนะนำของ KTC โดยในวันนี้เราจะเข้า Company visit เพื่อรับฟังถึงนโยบายการดำเนินธุรกิจในปี 2555 เพื่อมาประเมินราคาเหมาะสม และคำแนะนำอีกครั้ง

วันที่ 24-3-2012 By creditonhand

          วันนี้ ( 6 ก.พ.) นายโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การทำตลาดบัตรเครดิตปีนี้จะเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือเจนเนอเรชั่นที่จบการศึกษาใหม่ เป็นผลมาจากรัฐบาลมีนโยบายให้ปรับฐานเงินเดือนพนักงานให้อยู่ในระดับ 15,000 บาทต่อเดือน จะทำให้กลุ่มคนกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายสูง เพราะไม่มีประวัติเสียทางด้านวินัยการเงิน โดยตั้งเป้าฐานลูกค้าใหม่ประมาณ 25-30% แบ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 15% ที่เหลือเป็นกลุ่มประเภทอื่น ๆ จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าบัตรเครดิต 1.2 ล้านใบ สำหรับลูกค้าที่สมัครบัตรเครดิตของธนาคารปกติ จะต้องมีรายได้ 20,000 บาทขึ้นไป แต่ในช่วงน้ำท่วมได้ปรับลดวงเงินเหลือเพียง 15,000 บาทต่อเดือน ทำให้ปีนี้ลูกค้าที่สมัครจะต้องมีรายได้ประมาณ 15,000-20,000 บาทต่อเดือน

          “ธุรกิจบัตรเครดิตเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวทำให้เริ่มหาตลาดใหม่ และเห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะเป็นนักศึกษาจบใหม่มีวินัยการใช้จ่ายการเงิน และข่าวสารเครดิตบูโรทำให้ระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น ซึ่งปกติยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลูกค้าของธนาคารเฉลี่ยอยู่ที่ 9,000 บาทต่อบัตรต่อเดือน แต่เชื่อว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่จะมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเฉลี่ยไม่เกิน 75% ของกลุ่มลูกค้าปกติหรือประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อบัตรต่อเดือน ส่วนอัตราการผ่อนชำระถ้าลูกค้าปกติจ่ายเต็มวงเงิน 60% ของภาระหนี้ ที่เหลือ 40% เป็นการผ่อนชำระ คาดว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่อัตราการผ่อนชำระจะมากกว่าการจ่ายภาระหนี้เต็มวงเงิน”

          สำหรับตลาดบัตรเดบิตนั้น จะจัดแคมเปญร่วมกับร้านค้า เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าหันมาใช้บัตรเดบิตแทนเงินสดมากขึ้น เพราะที่ผ่านมายังมีสัดส่วนที่น้อย ซึ่งปัจจุบันมีฐานบัตรเดบิตประมาณ 14 ล้านใบ โดยเป็นบัตรที่มีการใช้จ่ายประจำหรือแอคทีฟประมาณ 300,000-400,000 ใบ หรือมียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อเดือน และคาดว่าสิ้นปีฐานลูกค้าบัตรเดบิตจะเพิ่มเป็น 16 ล้านใบ
“การใช้บัตรเดบิตมีความปลอดภัย ซึ่งหากวีซ่าเข้ามาช่วยสนับสนุนจะทำให้ยอดการใช้จ่ายและฐานลูกค้าบัตรเดบิตมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยยอมรับว่าในปัจจุบันคนยังนิยมใช้จ่ายด้วยเงินสดมากกว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่นิยมใช้บัตรเดบิตเป็นหลัก” นายโชค กล่าว

ขอขอบคุณข้อมูล:dailynews.co.th/businesss/11158 วันที่ 11 -02-2012 by creditonand

          CIMBT สนับสนุนสินเชื่อ “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” วงเงิน 200 ล้านบาท ให้แก่ บ.แม่สะเรียง โซลา จำกัด
          สุภัค ศิวะรักษ์ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มอินฟินิท โซลาร์ ผู้ประกอบการโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ผ่าน บริษัท แม่สะเรียง โซลา จำกัด บริษัท นภัสโซลา จำกัด และบริษัท ห้างฉัตร โซลาแพลนท์ ร่วมลงนามในสัญญาสนับสนุนสินเชื่อ “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” วงเงิน 200 ล้านบาท ที่ดำเนินการโดยบริษัท แม่สะเรียง โซลา จำกัด บนพื้นที่ 120 ไร่ ที่ อ.แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 3 เมกกะวัตต์ และจะเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาดให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในเดือนมีนาคม 2555 เพื่อแจกจ่ายไปยังชุมชนกว่า 2,000 ครัวเรือน รองรับการลงทุนและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวใน อ.แม่สะเรียงที่ได้รับความนิยมมากขึ้นธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมพลังงาน โดยมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดี ความเสี่ยงน้อย และมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงให้ความสำคัญมากขึ้น โดยล่าสุด ธนาคารเพิ่งได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “ธนาคารที่ให้การสนับสนุนธุรกิจบริษัทจัดการพลังงานดีเด่น” จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ในงาน Thailand ESCO Fair เมื่อเร็วๆนี้

ขอขอบคุณข้อมูล: newswit.com ลงวันที่ 08-02-2012 By creditonhand

หมวดหมู่
คำค้นยอดนิยม
Facebook